ห่างหายไปนานเลยนะครับ วันนี้มีวิธีรับมือกับเสียงร้องของลูกน้อย เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ ต้องปวดหัวให้กับเสียงร้องของเจ้าตัวน้อยเป็นอย่างมาก ทั้งสงสารลูก ทั้งรำคาญผสมปนเปกันไป แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ถ้าอย่างนั้นลองดูวิธีที่ต่อไปนี้ บางทีอาจช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้บ้าง
1. ตรวจดูสภาพโดยรอบ ว่ายังปกติดีอยู่หรือไม่ โดยปกติแล้วเสียงร้องของลูกน้อยนั้นมักจะมีความหมายที่ต้องการจะบอกความต้องการของเขาให้คุณได้รับรู้ ดังนั้นอันดับแรกที่ควรทำคือ ตรวจสอบดูว่ามีสิ่งใดที่อาจไปสร้างความไม่สบายตัวให้ลูกอยู่หรือเปล่า เช่น หิวนม หิวน้ำ ผ้าอ้อม เปียกฉี่ อึ หรืออยู่ในท่านอนที่ไม่สบายตัว เป็นต้น เมื่อรู้ต้นเหตุแล้วก็จัดการซะให้เรียบร้อย
2. สีสันหลอกล่อ เมื่อลูกน้อยมีอายุได้ประมาณ 1-2 เดือน ลูกน้อยจะมีพัฒนาการทางสายตามากขึ้น และชอบที่จะมองสิ่งต่างๆ รอบตัว คุณควรหา โมบายที่มีสีสันสดใสต่างๆ มาแขวนไว้ ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาอีกหน่อยก็อาจจะชอบดูสมุดภาพสีสันสดใส ลองเอาให้ลูกดู บางทีอาจช่วยให้ลูกหยุดร้องและหลับได้ง่ายขึ้นก็ได้
3. มนต์สะกดจากบทเพลง ลูกน้อยวัยแรกเกิดจะรู้สึกสงบลง หากคุณเปิดเพลงที่เขาคุ้นเคย หรือเคยฟังบ่อยๆ ตอนที่ยังอยู่ในท้อง หรือแม้แต่ เพียงแค่เพลงกล่อมเด็กที่ร้องอย่างไร้ความหมาย แต่ด้วยโทนเสียงที่คุ้นเคยของคุณก็ทำให้ลูกน้อยเคลิ้มหลับไปได้เหมือนกัน
4. สัมผัสแผ่วเบา ก็ช่วยลูกน้อยให้ผ่อนคลายได้ ไม่ว่าจะเป็นการลูบศีรษะลูกด้วยความนุ่มนวล ตบก้นเบาๆ หรือจะนวดตามลำตัวให้กับลูก สัมผัสอันแผ่วเบาเหล่านี้จะช่วยให้ลูกน้อยเกิดความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้เช่นกัน
5. ตรงนี้หนูช๊อบ...ชอบ เด็กบางคนชอบให้คุณสัมผัสส่วนต่างๆ ตามร่างกายของเขา เช่น ลูบที่ใบหู หรือลูบไล้ตามลำตัวของเขา คุณลองสังเกต ดู ว่า ลูกของคุณชอบให้สัมผัสส่วนไหน เมื่อถึงเวลาที่เอาเขาไม่อยู่ขึ้นมาจริงๆ ก็ให้ทำในสิ่งที่ลูกชอบไม่นานก็หยุดร้องและหลับได้เอง
6. กล่อมอย่างอ่อนโยน เมื่อได้ยินเสียงร้อง คุณลองอุ้มลูกขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนจากนั้นก็แกว่งหรือโยกตัวลูกเบาๆ พูดคุยกับลูกสักหน่อย เมื่อลูกสงบ ลงแล้วและรู้สึกเมื่อยขึ้นมา คุณอาจนำลูกหย่อนลงในเปลหรือรถเข็น และโยกไปมา เท่านี้ลูกก็จะหลับสบายต่อไปได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วล่ะ
เกร็ดความรู้
การร้องไห้ของเด็กทารกไม่ได้มีผลกระทบต่อสมองแต่อย่างใด แต่การปล่อยให้ลูกร้องไห้อยู่ตามลำพัง โดยขาดการอุ้มหรือปลอบโยนจากพ่อแม่ การร้องที่ยาวนานและการปล่อยให้ลูกหยุดร้องไปเอง เพราะลูกเหนื่อยจนหลับไปในที่สุด การทำเช่นนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดความเครียด และสารเคมีความเครียด จะหลั่งออกมาจากสมอง ซึ่งจะมีผลระยะยาวต่อจิตใจ และการเรียนรู้ในระยะยาวของลูกได้
เครติดโดย : www.tamdee.net
นานาสาระ เรื่องแม่และลูก
นานาสาระเกี่ยวกับลูกและแม่ นำเสนอ แบ่งปัน ข้อมูลและความรู้ สำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ และลูก
วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
8 วิธีทำให้ลูกหลับง่ายขึ้น
วันนี้มีกลเม็ดเคล็ดไม่ลับมานำเสนอ วิธีกล่อมลูกน้อยให้หลับง่ายขึ้น
1.ร้องเพลงกล่อมนอนหรือเปิดเพลงกล่อมนอน
สิ่งที่ลูกต้องการ คือ ความใกล้ชิด และความอบอุ่นจากพ่อ-แม่ ดังนั้นก่อนนอน คุณแม่อาจจะกล่อมลูกด้วยเสียงเพลงก็ได้ ยิ่งถ้าคุณแม่อุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอกพร้อมร้องเพลงกล่อมลูกไปด้วย จะทำให้ลูกหลับสนิทได้เร็วขึ้นแน่นอน
2.เอาผ้าห่อตัวลูกน้อย
ผิวของเด็กน้อยบอบบางกว่าผิวของผู้ใหญ่มาก ดังนั้นเด็กจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นถ้าคุณให้ลูกใส่แค่ชุดนอนเพียงชุดเดียวอาจจะไม่พอ ก่อนลูกนอนควรห่อตัวลูกด้วยผ้าอ้อม หรือผ้าอะไรก็ได้ที่ไม่ระคายเคืองผิวลูก เพื่อทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น
3.ลูบท้องเด็ก
สาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณนอนไม่หลับ อาจจะมาจากเสียงท้องของลูกก็ได้ ฉะนั้นหลังจากที่คุณอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้ว ก็ลองลูบท้องของลูกโดยวนตามเข็มนาฬิกาก็ได้ค่ะ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ลูกของคุณรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และเมื่อลูกรู้สึกปลอดภัยก็จะทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ
4.ลดแสงสว่างในห้อง
ร่างกายของเด็กจะปรับเวลาการนอนตามแสงสว่าง ซึ่งถ้ามีแสงสว่างลอดเข้ามาเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายของลูกตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกล่ะก็ ก่อนที่คุณจะปล่อยให้ลูกนอนก็ควรดับไฟทุกดวงในห้องให้สนิท เพื่อให้ลูกสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีแสงสว่างเข้ามารบกวนการนอนของลูก
5.ปรับเวลาให้ตรงกันทุกวัน
กิจวัตรประจำวันของเด็กนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอน กินข้าว เล่น พักผ่อน และนอนหลับ ดังนั้นเมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณแม่ก็ควรปรับเวลาแต่ละอย่าง แต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าคุณทำได้สักประมาณ 2 อาทิตย์ สมองของลูกก็จะรับรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร แล้วสมองก็จะสั่งร่างกายให้ทำไปโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลา เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันทีเมื่อถึงเวลา แล้วคุณก็คลายความกังวลเรื่องการนอนของลูกไปได้เลย
6.ก่อนนอนควรให้ลูกอิ่มก่อน
ถ้าคุณไม่อยากตื่นขึ้นมาเพราะเสียงท้องร้องของลูกล่ะก็ ก่อนนอนคุณควรให้ลูกกินซีเรียล หรืออาหารอ่อน ๆ สำหรับเด็กสักเล็กน้อย เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัว และนอนหลับได้อย่างเต็มที่
7.การเช็ดตัวให้ลูก
บางครั้งลูกอาจจะรู้สึกเหนอะตัว เพราะเหงื่อไคล หรือคราบสกปรกต่าง ๆ อาจจะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดจนนอนไม่หลับก็ได้ ดังนั้นคุณควรใช้ฟองน้ำหรือผ้าขัดตัวลูกด้วย ประมาณ 1 - 2 ครั้งต่ออาทิตย์ สำหรับผิวธรรมดา แต่ถ้าลูกของคุณมีผิวแห้ง ขัดตัวแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอค่ะ
8.ให้ลูกนอนเตียงเด็ก
ถ้าคุณพาลูกออกไปซื้อของ หรือพาลูกออกไปนั่งเล่นในร้านกาแฟ แล้วในระหว่างนั้นลูกของคุณเกิดอาการง่วงล่ะก็ คุณควรพยายามหาวิธีทำให้ลูกตื่นตัวอยู่เสมอในช่วงที่อยู่ข้างนอก แล้วค่อยพากลับมานอนที่บ้านเมื่อเสร็จธุระ เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยนอนผิดที่ผิดเวลา
1.ร้องเพลงกล่อมนอนหรือเปิดเพลงกล่อมนอน
สิ่งที่ลูกต้องการ คือ ความใกล้ชิด และความอบอุ่นจากพ่อ-แม่ ดังนั้นก่อนนอน คุณแม่อาจจะกล่อมลูกด้วยเสียงเพลงก็ได้ ยิ่งถ้าคุณแม่อุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอกพร้อมร้องเพลงกล่อมลูกไปด้วย จะทำให้ลูกหลับสนิทได้เร็วขึ้นแน่นอน
2.เอาผ้าห่อตัวลูกน้อย
ผิวของเด็กน้อยบอบบางกว่าผิวของผู้ใหญ่มาก ดังนั้นเด็กจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นถ้าคุณให้ลูกใส่แค่ชุดนอนเพียงชุดเดียวอาจจะไม่พอ ก่อนลูกนอนควรห่อตัวลูกด้วยผ้าอ้อม หรือผ้าอะไรก็ได้ที่ไม่ระคายเคืองผิวลูก เพื่อทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น
3.ลูบท้องเด็ก
สาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณนอนไม่หลับ อาจจะมาจากเสียงท้องของลูกก็ได้ ฉะนั้นหลังจากที่คุณอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้ว ก็ลองลูบท้องของลูกโดยวนตามเข็มนาฬิกาก็ได้ค่ะ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ลูกของคุณรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และเมื่อลูกรู้สึกปลอดภัยก็จะทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ
4.ลดแสงสว่างในห้อง
ร่างกายของเด็กจะปรับเวลาการนอนตามแสงสว่าง ซึ่งถ้ามีแสงสว่างลอดเข้ามาเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายของลูกตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกล่ะก็ ก่อนที่คุณจะปล่อยให้ลูกนอนก็ควรดับไฟทุกดวงในห้องให้สนิท เพื่อให้ลูกสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีแสงสว่างเข้ามารบกวนการนอนของลูก
5.ปรับเวลาให้ตรงกันทุกวัน
กิจวัตรประจำวันของเด็กนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอน กินข้าว เล่น พักผ่อน และนอนหลับ ดังนั้นเมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณแม่ก็ควรปรับเวลาแต่ละอย่าง แต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าคุณทำได้สักประมาณ 2 อาทิตย์ สมองของลูกก็จะรับรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร แล้วสมองก็จะสั่งร่างกายให้ทำไปโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลา เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันทีเมื่อถึงเวลา แล้วคุณก็คลายความกังวลเรื่องการนอนของลูกไปได้เลย
6.ก่อนนอนควรให้ลูกอิ่มก่อน
ถ้าคุณไม่อยากตื่นขึ้นมาเพราะเสียงท้องร้องของลูกล่ะก็ ก่อนนอนคุณควรให้ลูกกินซีเรียล หรืออาหารอ่อน ๆ สำหรับเด็กสักเล็กน้อย เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัว และนอนหลับได้อย่างเต็มที่
7.การเช็ดตัวให้ลูก
บางครั้งลูกอาจจะรู้สึกเหนอะตัว เพราะเหงื่อไคล หรือคราบสกปรกต่าง ๆ อาจจะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดจนนอนไม่หลับก็ได้ ดังนั้นคุณควรใช้ฟองน้ำหรือผ้าขัดตัวลูกด้วย ประมาณ 1 - 2 ครั้งต่ออาทิตย์ สำหรับผิวธรรมดา แต่ถ้าลูกของคุณมีผิวแห้ง ขัดตัวแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอค่ะ
8.ให้ลูกนอนเตียงเด็ก
ถ้าคุณพาลูกออกไปซื้อของ หรือพาลูกออกไปนั่งเล่นในร้านกาแฟ แล้วในระหว่างนั้นลูกของคุณเกิดอาการง่วงล่ะก็ คุณควรพยายามหาวิธีทำให้ลูกตื่นตัวอยู่เสมอในช่วงที่อยู่ข้างนอก แล้วค่อยพากลับมานอนที่บ้านเมื่อเสร็จธุระ เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยนอนผิดที่ผิดเวลา
วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555
อาการผิดปกติที่สำคัญในการตั้งครรภ์
อาการผิดปกติเป็นการเตือนอันตรายที่เกิดขึ้น ดังนั้นถ้ามีอาการบางอย่างนี้ ควรรีบไปพอคุณหมอทันที
เลือดออกทางช่องคลอด
ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ปวดท้องด้วยหรือไม่ก็ตาม อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าการตั้งครรภ์มีปัญหา หากเกิดในช่วง 3 เดือนแรก
อาจเกิดการแท้งได้
หรือมีการตั้งครรภ์นอกมดลูก
หากเป็นช่วงท้ายของการตั้งครรภ์อาจเกิดจากภาวะรกเกาะต่ำหรือรกลอกตัวก่อนกำหนด แนะนำให้ใส่ผ้าอนามัยและนอนพัก หากยังมีเลือดสดๆอยู่ ถ้าไม่รีบรักษาอาจมีเลือดออกมามาก จนเป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกในท้องได้ จึงควรรีบไปพบคุณหมอทันที
บวมที่นิ้วมือหรือใบหน้า
โดยปกติอาการบวมมักเกิดกับร่างกายส่วนล่างๆ
เช่น เท้า หรือขา ซึ่งเกิดจากการไหลเวียน ของเลือดจากหลอดเลือดส่วนปลายกลับสู่หัวใจช้าลงทำให้เกิดการคั่งของน้ำที่บริเวณร่างกาย
ส่วนล่างโดยเฉพาะแขน ขา จึงเกิดอาการบวม หากแต่ถ้ามีอาการบวมที่อื่นด้วย เช่น
นิ้วมือ ใบหน้า ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งชีว่าอาจมีโรคครรภ์เป็นพิษร่วมด้วย
ควรรีบไปพบคุณทมอ
ปวดศีรษะมากและต่อเนื่อง
ระหว่างตั้งครรภ์ คุณหมอจะวัดความดันทุกครั้งที่นัด หากมีภาวะความดันโลหิตสูง
ปวดศีรษะ และการมีความดันโลหิตสูงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ชักได้ ซึ่งก่อนเกิดอาการชักมักมีอาการ
ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ดังนั้นถ้าคุณแม่ที่ปวดศีรษะไม่หาย เป็นบ่อยๆ ควรรีบไปพบคุณหมอทันที
เพราะอาจเป็นสัญญาณหนึ่งของโรคครรภ์เป็นพิษ
ไข้หนาวสั่น
เป็นสิ่งบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นซึ่งโรคที่พบบ่อยในระหว่างตั้งครรภ์
คือ กระเพาะปัสสาวะ อักเสบ และโรคกรวยไตอักเสบอย่างเฉียบพลัน ทั้งนี้มักเกิดจากการที่ปวดปัสสาวะบ่อยๆ
แต่ไม่ยอมไปถ่ายปัสสาวะหรือการทำความสะอาดหลังการขับก่าย จนทำให้เกิดการติดเชื้อ
ในระบบทางเดินปัสสาวะ ทากเป็นเรื้อรังจะส่งผลต่อกรวยไต
ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันถ่วงที อาจทำให้มีปัญหา
ไตวายได้ ส่วนลูกในครรภ์ก็อาจเกิดการคลอดก่อนกำหนด
ปวดท้องน้อยรุนแรง
ถ้าประจำเดือนขาดแล้วตรวจพบว่า
ตั้งครรภ์ หรือประจำเดือนขาดแล้วยังไม่ได้ ตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ แล้วมีอาการ
ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง อาจมีเลือดออก ทางช่องคลอดหรือไม่ก็ได้ ต้องรีบไปพบ คุณหมอโดยเร็ว
เพราะอาจเป็นการตั้งครรภ์ นอกมดลูก ซึ่งถ้าทิ้งไว้ก็อาจทำให้ตกเลือด
เป็นอันตรายต่อชีวิตได้
สายตามัวหรือมองไม่ชัด
ถ้าเกิดร่วมกับปวดศีรษะ ให้สงสัยไว้ก่อน
ว่าเป็นสัญญาณเตือนของครรภ์เป็นพิษที่มี อาการรุนแรง จนถึงขั้นมีอาการชักได้
เช่นเดียวกัน
อาเจียนมากและนาน
ส่วนใหญ่มักเกิดจากการแพ้ท้อง แต่ถ้า
อาเจียนนานแล้วไม่หาย อาจไม่ใช่การแพ้ท้อง ตามปกติ อาจเกิดจากความผิดปกติของการ
ตั้งครรภ์ หรือความผิดปกติในสมอง หรือ ต่อมธัยรอยด์ทำงานผิดปกติ และผลของการ
อาเจียนมากอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ น้ำหนัก ลด ต้องรีบรักษา ดังนั้นควรรีบไปพบคุณหมอ
ทันที
ปัสสาวะแสบขัด
เป็นอาการเริ่มต้นของโรคกระเพาะปัสสาวะ
อักเสบ ซึ่งโรคนี้มักเกี่ยวข้องกับการที่คุณแม่ กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ดื่มน้ำน้อย ควรรีบรักษา
ก่อนจะลามขึ้นไปจนกลายเป็นกรวยไตอักเสบ
มีน้ำไหลออกจากช่องคลอด
อาจเกิดจากน้ำคร่ำที่ไหลหรือซึมออกมา
จากถุงน้ำคร่ำ ให้สังเกตโดยการใส่ผ้าอนามัย เพื่อสังเกตอาการ หากยังคงไหลชุ่มผ้าอนามัย
ควรพบคุณหมอทันทีเนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อ ในมดลูกได้สูง และลูกในครรภ์อาจเป็นอันตราย
ถึงชีวิตได้
อาการทั่วไปที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ 2
แน่นท้อง
ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ทำให้ระบบ
การย่อยอหารของคุณแม่ทำงานช้าลง เมื่อรับอาหารเข้าไปจึงทำให้รู้สึกอึดอัด
และแน่นท้องได้ง่าย คุณแม่จึงควรรับประทาน อาหารที่ย่อยง่าย รับประทานครั้งละน้อยๆ
แต่ให้บ่อยมากขึ้น
เหนื่อยง่าย ง่วงนอน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศช่วง
ตั้งครรภ์ ร่วมกับท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ
และง่วงนอน บ่อย คุณแม่ควรพักผ่อนให้มากกว่าปกติ ถ้าสามารถงีบนอนกลางวันหลังรับประทาน
อาหารได้ จะช่วยให้อาการดีขึ้น
ริดสีดวงทวาร
มดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะไปกดหลอดเลือด
ดำใหญ่ในช่องท้อง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี จนมาคั่งอยู่ที่หลอดเลือดบริเวณทวารหนัก
หลอดเลือดดำที่รวมกระจุกบริเวณนี้จึงปูดออก มาเป็นก้อน เวลาถ่าย อุจจาระไปครูดจะ
ทำให้เจ็บ ประกอบกับลำไส้ทำงานช้าลง ยิ่งทำให้ท้องผูกหรืออุจจาระแข็ง ต้องเบ่งถ่าย
นาน อุจจาระอาจไปครูดกับริดสีดวง ทำให้ หลอดเลือดฉีกขาดเวลาถ่าย จึงมีเลือดสดปน
มากับอุจจาระ คุณแม่จึงควรรับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำให้มากถ่ายให้เป็นเวลา หรือ
อาจขอยาจาก คุณหมอ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเป็นครั้ง คราวได้
ตกขาว
ขณะตั้งครรภ์จะยิ่งมีตกขาวมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของฮอร์โมนจากการ
ตั้งครรภ์ แต่ถ้ามีตกขาวร่วมกับมีอาการ บางอย่าง เช่น คันช่องคลอด ปวดใน ช่องคลอด หรือตกขาวมีสีผิดปกติ
กลิ่นเหม็น ควรรีบไปพบคุณหมอ เพราะอาจมีการติดเชื้อ ในช่องคลอด โดยเฉพาะเชื้อราได้
วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555
อาการทั่วไปที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์
คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นได้
ซึ่งส่วนมากไม่เป็นอันตราย และหายไปได้เอง ได้แก่
แพ้ท้อง
มักพบในระยะ 3 เดือนแรกของการ
ตั้งครรภ์ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ ฮอร์โมน และช่วงนี้เป็นช่วงที่ลูกกำลังสร้าง
อวัยวะต่างๆ โดยจะมีอาการตั้งแต่เล็กน้อย เช่น คลื่นไล้ พะอืดพะอม
แต่ยังพอรับประทาน อาหารได้ คุณแม่จึงควรรับประทานอาหาร ที่ย่อยง่ายมีสารอาหารที่มีคุณค่า
อาจเป็น น้ำผลไม้สดกับขนมปังกรอบ น้ำขิง งดอาหาร ที่มีไขมันสูง แต่ถ้าแพ้ท้องรุนแรงมาก
จน รับประทานอะไรไม่ได้ เพลียมาก น้ำหนักลด ควรรีบไปพบคุณหมอเพราะอาจต้องรับประทาน
ยาบรรเทาอาการอาเจียนร่วมด้วย หรือ รีบไปโรงพยาบาลเพื่อให้นาเกลือ คุณแม่
ไม่ควรกังวลกับอาการแพ้ท้องมากนัก เพราะ จะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ ผ่านจากช่วงนี้แล้วจะ
กลับมารับประทานอาหารได้อร่อยดังเดิม
อยากรับประทานของแปลก
อาการนี้เป็นผลมาจากฮอร์โมนที่สร้าง
ขณะตั้งครรภ์ คุณแม่อาจอยากรับประทาน อาหารรสเปรี้ยวจัด หวานจัด หรืออยาก
รับประทานอาหารแปลกๆ แต่ก่อนจะรับประทาน สิ่งใด ควรพิจารณาดูก่อนว่ามีผลต่อลูก
ในครรภ์ด้วยหรือไม่ ถ้ามีผลเสียควรหักห้ามใจ ไม่รับประทานสิ่งนั้นให้ได้ หรือหาอาดารที่
ใกล้เคียงและปลอดภัยมารับประทานแทน
เส้นเลือดขอด
เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกที่ขยายใหญ่
จะกดทับหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องท้องของ คุณแม่ ทำให้ความดันในหลอดเลือดสูงขึ้น หลอดเลือดเล็กๆ
บริเวณโคนขา น่อง เท้า จึงโป่งพองขึ้น คุณแม่ควรป้องกับโดย หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งห้อยเท้านานๆ
เวลา นอนควรหนุนให้เท้าสูงขนเล็กน้อยเพื่อให้เลือด ไหลเวียนกลับมาที่หัวใจได้ดีขึ้น
ถ้าหลีกเลี่ยง การยืนหรือเดินนานไม่ได้ควรใช้ผ้ายืดพันรอบ จากเท้า ข้อเท้า มาถึงใต้หัวเข่าหรือโคนขา
เพื่อป้องกันไม่ไห้เป็นหลอดเลือดขอดมากขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555
การนอนหลับของลูก
เด็กแต่ละคนมีระยะเวลา ชั่วโมงการนอน หลับพักผ่อนแตกต่างกัน ตามนาฬิกาในสมอง ตามธรรมชาติของแต่ละคน ในแต่ละวัยจะกำหนด ข้อมูลจากหน่วยกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า พฤติกรรมการนอนของเจ้าตัวเล็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน โดยสามารถแจกแจงให้เห็นชัดเจนดังต่อไปนี้
0 - 3 เดือน การหลับและตื่นของทารกแรกเกิดมักจะเฉลี่ยเท่า ๆ กันทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เจ้าตัวเล็กจะนอนหลับวันละประมาณ 20 ชม. ต่อวัน แต่ในช่วงแรกมักจะนอนกลางวันมากกว่ากลางคืน มีเวลาตื่นที่ไม่แน่นอน การนอนอาจเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์และ จะปรับตัวมานอนตอนกลางคืนมากกว่าได้เองในไม่ช้า
3 - 6 เดือน เจ้าตัวเล็กจะหลับกลางวันน้อยลง นอนกลางคืนมากขึ้น โดยจะหลับรวดเดียวไปจนถึงเช้า ไม่ตื่นมากินนมตอนกลางคืนเหมือนก่อน คุณก็ไม่จำเป็นต้องปลุก ให้เจ้าตัวเล็กตื่นขึ้นมาดูดนมหรือกลัวว่าจะหิว เพราะเขาได้กินนมไว้เต็มที่แล้วค่ะ ความต้องการนอนในช่วงนี้จะลดลงเป็น 15-16 ชม.
6 - 12 เดือน ส่วนใหญ่จะสามารถนอนหลับได้นานรวดเดียวในเวลากลางคืน โดยจะไม่ตื่นมาดูดนมกลางคืนอีก ส่วนกลางวันก็จะหลับเป็นช่วงสั้น ๆ วันละ 2 ครั้ง รวมเวลาหรือความต้องการนอน 13-14 ชม.
3 - 6 เดือน เจ้าตัวเล็กจะหลับกลางวันน้อยลง นอนกลางคืนมากขึ้น โดยจะหลับรวดเดียวไปจนถึงเช้า ไม่ตื่นมากินนมตอนกลางคืนเหมือนก่อน คุณก็ไม่จำเป็นต้องปลุก ให้เจ้าตัวเล็กตื่นขึ้นมาดูดนมหรือกลัวว่าจะหิว เพราะเขาได้กินนมไว้เต็มที่แล้วค่ะ ความต้องการนอนในช่วงนี้จะลดลงเป็น 15-16 ชม.
6 - 12 เดือน ส่วนใหญ่จะสามารถนอนหลับได้นานรวดเดียวในเวลากลางคืน โดยจะไม่ตื่นมาดูดนมกลางคืนอีก ส่วนกลางวันก็จะหลับเป็นช่วงสั้น ๆ วันละ 2 ครั้ง รวมเวลาหรือความต้องการนอน 13-14 ชม.
สารอาหารที่จำเป็นขณะตั้งครรภ์ 2
ธาตุเหล็ก
ช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่จำเป็นต้องได้รับ ธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไปใช้สร้าง เม็ดเลือดแดง ซึ่งจะนำพาออกซิเจนไปยัง ร่างกายส่วนต่างๆ นำสารอาหารไปส่งให้ ทารกในครรภ์ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาสุขภาพ ลูกน้อยในครรภ์ รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ ของสมองลูก ธาตุเหล็กพบได้ใน ไข่แดง ตับ หอยนางรม ปลา ธัญพืช ผลไม้แห้ง และเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว
โฟเลต
คุณแม่ควรได้รับโฟเลตขณะตั้งครรภ์ ให้มากพอ หากขาดโฟเลตจะส่งพลให้ โครงสร้างสมอง และหลอดประสาทลูกพัฒนา ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีโอกาสเกิดความผิดปกติ ของทารกได้ โดยเฉพาะช่วงแรกของการ ตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันภาวะดังกล่าว คุณแม่ จึงควรทานอาหารที่มีโฟเลตสูง เช่น ขนมปัง-โฮลวีต ผักโขม ล้ม ตับ ผลไม้สด ฟักทอง บร็อกโคลี กล้วยน้ำว้า น้ำล้มคั้น เป็นต้น
โคลีน
ขณะตั้งครรภ์ควรไต้รับโคลินให้เพียงพอ จากอาหารต่างๆ โคลีนมีความจำเป็น ต่อกระบวนการทำงานของร่างกายคุณแม่และ ลูกน้อยในครรภ์ โดยเป็นส่วนประกอบของ ทั้งเยื่อหุ้มเซลล์ เนื้อเยื่อ และสารสื่อประสาท ที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท จึงมี ส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ และความจำ โดยสภาบันทางการแพทย์ของ สหรัฐอเมริกาได้แนะนำปริมาณโคลีนสำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ควรได้รับ 450 มิลลิกรัม ต่อวัน และคุณแม่ที่ให้นมบุตรควรได้รับ 550 มิลลิกรัมต่อวัน อาหารกี่มีโคลีนสูง เช่น ไข่แดง นมถั่วเหลือง ดอกกะหล่ำ และธัญพืช
โปรตีน
ช่วงนี้ระบบการเผาผลาญอาหารทำงาน มากขึ้นเพื่อก่อให้เกิดพลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้น การสร้างเนื้อเยื่อและเลือดของแม่ที่มากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้ทันกับการเติบโตที่รวดเร็วของ ทารกในครรภ์ ซึ่งต้องการสารอาหารที่มากพอ ที่จะนำไปใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการ สร้างอวัยวะต่างๆ สร้างเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ ผลิตเอนไซม์และเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับ ร่างกาย คุณแม่จึงควรได้รับโปรตีนให้มากพอ จากเนื้อสัตว์ ไข่ ปลา นม และถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง เป็นต้น
วิตามินและเกลือแร่
คุณแม่ควรได้รับวิตามินต่างๆ กี่จำเป็น ต่อการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ ที่ให้เบต้าแคโรทีน เสริมภูมิต้านทาน ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท และเยื่อหุ้มเซลล์สมอง ส่งเสริมการมองเห็น พบในพักทอง แครอต บร็อกโคลี วิตามินบีช่วยเผาผลาญโปรตีน พัฒนาระบบประสาทและสร้างพลังงาน วิตามินซีเสริมภูมิต้านทาน ช่วยดูดซึม ธาตุเหล็ก ส่งเสริมเนื้อเยื่อให้แข็งแรง พบในผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินดีช่วยให้ฮอร์โมน ทำงานได้ดีและเสริมกระดูกให้แข็งแรง พบมากในปลาเล็กปลาน้อย ข้าวกล้อง ไข่ เป็นต้น แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อวิตามิน มาทานเองและควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)