วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

8 วิธีทำให้ลูกหลับง่ายขึ้น

          วันนี้มีกลเม็ดเคล็ดไม่ลับมานำเสนอ วิธีกล่อมลูกน้อยให้หลับง่ายขึ้น

1.ร้องเพลงกล่อมนอนหรือเปิดเพลงกล่อมนอน

          สิ่งที่ลูกต้องการ  คือ  ความใกล้ชิด และความอบอุ่นจากพ่อ-แม่ ดังนั้นก่อนนอน คุณแม่อาจจะกล่อมลูกด้วยเสียงเพลงก็ได้ ยิ่งถ้าคุณแม่อุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอกพร้อมร้องเพลงกล่อมลูกไปด้วย จะทำให้ลูกหลับสนิทได้เร็วขึ้นแน่นอน

2.เอาผ้าห่อตัวลูกน้อย

         ผิวของเด็กน้อยบอบบางกว่าผิวของผู้ใหญ่มาก ดังนั้นเด็กจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในอากาศได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นถ้าคุณให้ลูกใส่แค่ชุดนอนเพียงชุดเดียวอาจจะไม่พอ ก่อนลูกนอนควรห่อตัวลูกด้วยผ้าอ้อม หรือผ้าอะไรก็ได้ที่ไม่ระคายเคืองผิวลูก เพื่อทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น

3.ลูบท้องเด็ก

        สาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณนอนไม่หลับ อาจจะมาจากเสียงท้องของลูกก็ได้ ฉะนั้นหลังจากที่คุณอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้ว ก็ลองลูบท้องของลูกโดยวนตามเข็มนาฬิกาก็ได้ค่ะ เพราะวิธีนี้จะช่วยให้ลูกของคุณรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และเมื่อลูกรู้สึกปลอดภัยก็จะทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

4.ลดแสงสว่างในห้อง

        ร่างกายของเด็กจะปรับเวลาการนอนตามแสงสว่าง ซึ่งถ้ามีแสงสว่างลอดเข้ามาเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายของลูกตื่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกล่ะก็ ก่อนที่คุณจะปล่อยให้ลูกนอนก็ควรดับไฟทุกดวงในห้องให้สนิท เพื่อให้ลูกสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีแสงสว่างเข้ามารบกวนการนอนของลูก

5.ปรับเวลาให้ตรงกันทุกวัน

       กิจวัตรประจำวันของเด็กนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอน กินข้าว เล่น พักผ่อน และนอนหลับ ดังนั้นเมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณแม่ก็ควรปรับเวลาแต่ละอย่าง แต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าคุณทำได้สักประมาณ 2 อาทิตย์ สมองของลูกก็จะรับรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร แล้วสมองก็จะสั่งร่างกายให้ทำไปโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลา เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันทีเมื่อถึงเวลา แล้วคุณก็คลายความกังวลเรื่องการนอนของลูกไปได้เลย

6.ก่อนนอนควรให้ลูกอิ่มก่อน

      ถ้าคุณไม่อยากตื่นขึ้นมาเพราะเสียงท้องร้องของลูกล่ะก็ ก่อนนอนคุณควรให้ลูกกินซีเรียล หรืออาหารอ่อน ๆ สำหรับเด็กสักเล็กน้อย เพราะจะทำให้เขารู้สึกสบายตัว และนอนหลับได้อย่างเต็มที่

7.การเช็ดตัวให้ลูก

      บางครั้งลูกอาจจะรู้สึกเหนอะตัว เพราะเหงื่อไคล หรือคราบสกปรกต่าง ๆ อาจจะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดจนนอนไม่หลับก็ได้ ดังนั้นคุณควรใช้ฟองน้ำหรือผ้าขัดตัวลูกด้วย ประมาณ 1 - 2 ครั้งต่ออาทิตย์ สำหรับผิวธรรมดา แต่ถ้าลูกของคุณมีผิวแห้ง ขัดตัวแค่อาทิตย์ละครั้งก็พอค่ะ

8.ให้ลูกนอนเตียงเด็ก

     ถ้าคุณพาลูกออกไปซื้อของ หรือพาลูกออกไปนั่งเล่นในร้านกาแฟ แล้วในระหว่างนั้นลูกของคุณเกิดอาการง่วงล่ะก็ คุณควรพยายามหาวิธีทำให้ลูกตื่นตัวอยู่เสมอในช่วงที่อยู่ข้างนอก แล้วค่อยพากลับมานอนที่บ้านเมื่อเสร็จธุระ เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยนอนผิดที่ผิดเวลา





วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อาการผิดปกติที่สำคัญในการตั้งครรภ์


อาการผิดปกติเป็นการเตือนอันตรายที่เกิดขึ้น  ดังนั้นถ้ามีอาการบางอย่างนี้  ควรรีบไปพอคุณหมอทันที
                เลือดออกทางช่องคลอด
                ไม่ว่าจะมากหรือน้อย  ปวดท้องด้วยหรือไม่ก็ตาม  อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าการตั้งครรภ์มีปัญหา  หากเกิดในช่วง 3 เดือนแรก อาจเกิดการแท้งได้  หรือมีการตั้งครรภ์นอกมดลูก  หากเป็นช่วงท้ายของการตั้งครรภ์อาจเกิดจากภาวะรกเกาะต่ำหรือรกลอกตัวก่อนกำหนด  แนะนำให้ใส่ผ้าอนามัยและนอนพัก  หากยังมีเลือดสดๆอยู่  ถ้าไม่รีบรักษาอาจมีเลือดออกมามาก  จนเป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกในท้องได้  จึงควรรีบไปพบคุณหมอทันที
บวมที่นิ้วมือหรือใบหน้า
โดยปกติอาการบวมมักเกิดกับร่างกายส่วนล่างๆ เช่น เท้า หรือขา ซึ่งเกิดจากการไหลเวียน ของเลือดจากหลอดเลือดส่วนปลายกลับสู่หัวใจช้าลงทำให้เกิดการคั่งของน้ำที่บริเวณร่างกาย ส่วนล่างโดยเฉพาะแขน ขา จึงเกิดอาการบวม หากแต่ถ้ามีอาการบวมที่อื่นด้วย เช่น นิ้วมือ ใบหน้า ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งชีว่าอาจมีโรคครรภ์เป็นพิษร่วมด้วย ควรรีบไปพบคุณทมอ 
ปวดศีรษะมากและต่อเนื่อง
ระหว่างตั้งครรภ์  คุณหมอจะวัดความดันทุกครั้งที่นัด หากมีภาวะความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ และการมีความดันโลหิตสูงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  อาจทำให้ชักได้ ซึ่งก่อนเกิดอาการชักมักมีอาการ ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ดังนั้นถ้าคุณแม่ที่ปวดศีรษะไม่หาย เป็นบ่อยๆ ควรรีบไปพบคุณหมอทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณหนึ่งของโรคครรภ์เป็นพิษ
ไข้หนาวสั่น
เป็นสิ่งบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นซึ่งโรคที่พบบ่อยในระหว่างตั้งครรภ์ คือ กระเพาะปัสสาวะ อักเสบ และโรคกรวยไตอักเสบอย่างเฉียบพลัน ทั้งนี้มักเกิดจากการที่ปวดปัสสาวะบ่อยๆ แต่ไม่ยอมไปถ่ายปัสสาวะหรือการทำความสะอาดหลังการขับก่าย จนทำให้เกิดการติดเชื้อ ในระบบทางเดินปัสสาวะ ทากเป็นเรื้อรังจะส่งผลต่อกรวยไต
ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันถ่วงที อาจทำให้มีปัญหา ไตวายได้ ส่วนลูกในครรภ์ก็อาจเกิดการคลอดก่อนกำหนด
ปวดท้องน้อยรุนแรง
ถ้าประจำเดือนขาดแล้วตรวจพบว่า ตั้งครรภ์ หรือประจำเดือนขาดแล้วยังไม่ได้ ตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ แล้วมีอาการ ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง อาจมีเลือดออก ทางช่องคลอดหรือไม่ก็ได้ ต้องรีบไปพบ คุณหมอโดยเร็ว เพราะอาจเป็นการตั้งครรภ์ นอกมดลูก ซึ่งถ้าทิ้งไว้ก็อาจทำให้ตกเลือด เป็นอันตรายต่อชีวิตได้
สายตามัวหรือมองไม่ชัด
ถ้าเกิดร่วมกับปวดศีรษะ ให้สงสัยไว้ก่อน ว่าเป็นสัญญาณเตือนของครรภ์เป็นพิษที่มี อาการรุนแรง จนถึงขั้นมีอาการชักได้ เช่นเดียวกัน
อาเจียนมากและนาน
ส่วนใหญ่มักเกิดจากการแพ้ท้อง แต่ถ้า อาเจียนนานแล้วไม่หาย อาจไม่ใช่การแพ้ท้อง ตามปกติ อาจเกิดจากความผิดปกติของการ ตั้งครรภ์ หรือความผิดปกติในสมอง หรือ ต่อมธัยรอยด์ทำงานผิดปกติ และผลของการ อาเจียนมากอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ น้ำหนัก ลด ต้องรีบรักษา ดังนั้นควรรีบไปพบคุณหมอ ทันที
ปัสสาวะแสบขัด
เป็นอาการเริ่มต้นของโรคกระเพาะปัสสาวะ อักเสบ ซึ่งโรคนี้มักเกี่ยวข้องกับการที่คุณแม่ กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ดื่มน้ำน้อย ควรรีบรักษา ก่อนจะลามขึ้นไปจนกลายเป็นกรวยไตอักเสบ
มีน้ำไหลออกจากช่องคลอด
อาจเกิดจากน้ำคร่ำที่ไหลหรือซึมออกมา จากถุงน้ำคร่ำ ให้สังเกตโดยการใส่ผ้าอนามัย เพื่อสังเกตอาการ หากยังคงไหลชุ่มผ้าอนามัย ควรพบคุณหมอทันทีเนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อ ในมดลูกได้สูง และลูกในครรภ์อาจเป็นอันตราย ถึงชีวิตได้

อาการทั่วไปที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ 2


แน่นท้อง
ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ทำให้ระบบ การย่อยอหารของคุณแม่ทำงานช้าลง เมื่อรับอาหารเข้าไปจึงทำให้รู้สึกอึดอัด และแน่นท้องได้ง่าย คุณแม่จึงควรรับประทาน อาหารที่ย่อยง่าย รับประทานครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยมากขึ้น
เหนื่อยง่าย ง่วงนอน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศช่วง ตั้งครรภ์ ร่วมกับท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ และง่วงนอน บ่อย คุณแม่ควรพักผ่อนให้มากกว่าปกติ ถ้าสามารถงีบนอนกลางวันหลังรับประทาน อาหารได้ จะช่วยให้อาการดีขึ้น
ริดสีดวงทวาร
มดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะไปกดหลอดเลือด ดำใหญ่ในช่องท้อง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี จนมาคั่งอยู่ที่หลอดเลือดบริเวณทวารหนัก หลอดเลือดดำที่รวมกระจุกบริเวณนี้จึงปูดออก มาเป็นก้อน เวลาถ่าย อุจจาระไปครูดจะ ทำให้เจ็บ ประกอบกับลำไส้ทำงานช้าลง ยิ่งทำให้ท้องผูกหรืออุจจาระแข็ง ต้องเบ่งถ่าย นาน อุจจาระอาจไปครูดกับริดสีดวง ทำให้ หลอดเลือดฉีกขาดเวลาถ่าย จึงมีเลือดสดปน มากับอุจจาระ คุณแม่จึงควรรับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำให้มากถ่ายให้เป็นเวลา หรือ อาจขอยาจาก คุณหมอ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเป็นครั้ง คราวได้
ตกขาว
ขณะตั้งครรภ์จะยิ่งมีตกขาวมากขึ้น  ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของฮอร์โมนจากการ ตั้งครรภ์ แต่ถ้ามีตกขาวร่วมกับมีอาการ บางอย่าง เช่น คันช่องคลอด ปวดใน ช่องคลอด หรือตกขาวมีสีผิดปกติ กลิ่นเหม็น ควรรีบไปพบคุณหมอ เพราะอาจมีการติดเชื้อ ในช่องคลอด โดยเฉพาะเชื้อราได้

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อาการทั่วไปที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นได้ ซึ่งส่วนมากไม่เป็นอันตราย และหายไปได้เอง ได้แก่
แพ้ท้อง
มักพบในระยะ 3 เดือนแรกของการ ตั้งครรภ์ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ ฮอร์โมน และช่วงนี้เป็นช่วงที่ลูกกำลังสร้าง อวัยวะต่างๆ โดยจะมีอาการตั้งแต่เล็กน้อย เช่น คลื่นไล้ พะอืดพะอม แต่ยังพอรับประทาน อาหารได้ คุณแม่จึงควรรับประทานอาหาร ที่ย่อยง่ายมีสารอาหารที่มีคุณค่า อาจเป็น น้ำผลไม้สดกับขนมปังกรอบ น้ำขิง งดอาหาร ที่มีไขมันสูง แต่ถ้าแพ้ท้องรุนแรงมาก จน รับประทานอะไรไม่ได้ เพลียมาก น้ำหนักลด ควรรีบไปพบคุณหมอเพราะอาจต้องรับประทาน ยาบรรเทาอาการอาเจียนร่วมด้วย หรือ รีบไปโรงพยาบาลเพื่อให้นาเกลือ คุณแม่ ไม่ควรกังวลกับอาการแพ้ท้องมากนัก เพราะ จะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ ผ่านจากช่วงนี้แล้วจะ กลับมารับประทานอาหารได้อร่อยดังเดิม
อยากรับประทานของแปลก
อาการนี้เป็นผลมาจากฮอร์โมนที่สร้าง ขณะตั้งครรภ์ คุณแม่อาจอยากรับประทาน อาหารรสเปรี้ยวจัด หวานจัด หรืออยาก รับประทานอาหารแปลกๆ แต่ก่อนจะรับประทาน สิ่งใด ควรพิจารณาดูก่อนว่ามีผลต่อลูก ในครรภ์ด้วยหรือไม่ ถ้ามีผลเสียควรหักห้ามใจ ไม่รับประทานสิ่งนั้นให้ได้ หรือหาอาดารที่ ใกล้เคียงและปลอดภัยมารับประทานแทน
เส้นเลือดขอด
เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกที่ขยายใหญ่ จะกดทับหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องท้องของ คุณแม่ ทำให้ความดันในหลอดเลือดสูงขึ้น หลอดเลือดเล็กๆ บริเวณโคนขา น่อง เท้า จึงโป่งพองขึ้น คุณแม่ควรป้องกับโดย หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งห้อยเท้านานๆ เวลา นอนควรหนุนให้เท้าสูงขนเล็กน้อยเพื่อให้เลือด ไหลเวียนกลับมาที่หัวใจได้ดีขึ้น ถ้าหลีกเลี่ยง การยืนหรือเดินนานไม่ได้ควรใช้ผ้ายืดพันรอบ จากเท้า ข้อเท้า มาถึงใต้หัวเข่าหรือโคนขา เพื่อป้องกันไม่ไห้เป็นหลอดเลือดขอดมากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การนอนหลับของลูก

          เด็กแต่ละคนมีระยะเวลา ชั่วโมงการนอน หลับพักผ่อนแตกต่างกัน ตามนาฬิกาในสมอง ตามธรรมชาติของแต่ละคน ในแต่ละวัยจะกำหนด  ข้อมูลจากหน่วยกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า พฤติกรรมการนอนของเจ้าตัวเล็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน  โดยสามารถแจกแจงให้เห็นชัดเจนดังต่อไปนี้
         0 - 3 เดือน การหลับและตื่นของทารกแรกเกิดมักจะเฉลี่ยเท่า ๆ กันทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เจ้าตัวเล็กจะนอนหลับวันละประมาณ 20 ชม. ต่อวัน แต่ในช่วงแรกมักจะนอนกลางวันมากกว่ากลางคืน มีเวลาตื่นที่ไม่แน่นอน การนอนอาจเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์และ จะปรับตัวมานอนตอนกลางคืนมากกว่าได้เองในไม่ช้า
         3 - 6 เดือน เจ้าตัวเล็กจะหลับกลางวันน้อยลง นอนกลางคืนมากขึ้น โดยจะหลับรวดเดียวไปจนถึงเช้า ไม่ตื่นมากินนมตอนกลางคืนเหมือนก่อน คุณก็ไม่จำเป็นต้องปลุก ให้เจ้าตัวเล็กตื่นขึ้นมาดูดนมหรือกลัวว่าจะหิว เพราะเขาได้กินนมไว้เต็มที่แล้วค่ะ ความต้องการนอนในช่วงนี้จะลดลงเป็น 15-16 ชม.
         6 - 12 เดือน ส่วนใหญ่จะสามารถนอนหลับได้นานรวดเดียวในเวลากลางคืน โดยจะไม่ตื่นมาดูดนมกลางคืนอีก ส่วนกลางวันก็จะหลับเป็นช่วงสั้น ๆ วันละ 2 ครั้ง รวมเวลาหรือความต้องการนอน 13-14 ชม.

สารอาหารที่จำเป็นขณะตั้งครรภ์ 2


          ธาตุเหล็ก
         ช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่จำเป็นต้องได้รับ ธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไปใช้สร้าง เม็ดเลือดแดง ซึ่งจะนำพาออกซิเจนไปยัง ร่างกายส่วนต่างๆ นำสารอาหารไปส่งให้ ทารกในครรภ์ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาสุขภาพ ลูกน้อยในครรภ์ รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ ของสมองลูก ธาตุเหล็กพบได้ใน  ไข่แดง ตับ หอยนางรม ปลา ธัญพืช ผลไม้แห้ง และเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว
          โฟเลต
          คุณแม่ควรได้รับโฟเลตขณะตั้งครรภ์ ให้มากพอ หากขาดโฟเลตจะส่งพลให้ โครงสร้างสมอง และหลอดประสาทลูกพัฒนา ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีโอกาสเกิดความผิดปกติ ของทารกได้ โดยเฉพาะช่วงแรกของการ ตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันภาวะดังกล่าว คุณแม่ จึงควรทานอาหารที่มีโฟเลตสูง เช่น ขนมปัง-โฮลวีต ผักโขม ล้ม ตับ ผลไม้สด ฟักทอง บร็อกโคลี กล้วยน้ำว้า น้ำล้มคั้น เป็นต้น
          โคลีน
          ขณะตั้งครรภ์ควรไต้รับโคลินให้เพียงพอ จากอาหารต่างๆ โคลีนมีความจำเป็น ต่อกระบวนการทำงานของร่างกายคุณแม่และ ลูกน้อยในครรภ์ โดยเป็นส่วนประกอบของ ทั้งเยื่อหุ้มเซลล์ เนื้อเยื่อ และสารสื่อประสาท ที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท จึงมี ส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ และความจำ โดยสภาบันทางการแพทย์ของ สหรัฐอเมริกาได้แนะนำปริมาณโคลีนสำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ควรได้รับ 450 มิลลิกรัม ต่อวัน และคุณแม่ที่ให้นมบุตรควรได้รับ 550 มิลลิกรัมต่อวัน อาหารกี่มีโคลีนสูง เช่น ไข่แดง นมถั่วเหลือง ดอกกะหล่ำ และธัญพืช
         โปรตีน
          ช่วงนี้ระบบการเผาผลาญอาหารทำงาน มากขึ้นเพื่อก่อให้เกิดพลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้น การสร้างเนื้อเยื่อและเลือดของแม่ที่มากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้ทันกับการเติบโตที่รวดเร็วของ ทารกในครรภ์ ซึ่งต้องการสารอาหารที่มากพอ ที่จะนำไปใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการ สร้างอวัยวะต่างๆ สร้างเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ ผลิตเอนไซม์และเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับ ร่างกาย คุณแม่จึงควรได้รับโปรตีนให้มากพอ จากเนื้อสัตว์ ไข่ ปลา นม และถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง เป็นต้น
         วิตามินและเกลือแร่
         คุณแม่ควรได้รับวิตามินต่างๆ กี่จำเป็น ต่อการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ ที่ให้เบต้าแคโรทีน เสริมภูมิต้านทาน ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท และเยื่อหุ้มเซลล์สมอง ส่งเสริมการมองเห็น พบในพักทอง แครอต บร็อกโคลี วิตามินบีช่วยเผาผลาญโปรตีน พัฒนาระบบประสาทและสร้างพลังงาน วิตามินซีเสริมภูมิต้านทาน ช่วยดูดซึม ธาตุเหล็ก ส่งเสริมเนื้อเยื่อให้แข็งแรง พบในผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินดีช่วยให้ฮอร์โมน ทำงานได้ดีและเสริมกระดูกให้แข็งแรง พบมากในปลาเล็กปลาน้อย ข้าวกล้อง ไข่ เป็นต้น แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อวิตามิน มาทานเองและควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สารอาหารที่จำเป็นขณะตั้งครรภ์


ช่วงนี้ลูกน้อยในครรภ์ต้องการสารอาหาร เพื่อนำไปใช้ในการสร้างสมอง และ อวัยวะสำคัญต่างๆ ของร่างกาย และการเสริมสร้างภูมิต้านทาน คุณแม่ต้องดูแล ใส่ใจเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ให้หลากหลาย เน้นสารอาหารบางชนิด  เพื่อให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตและการพัฒนาของลูก
        สารอาหารที่สำคัญมีดังนี้
        พรีไบโอติก
        พรีไบโอติกโอลิโกแซคคาไรด์  ใยอาหาร ที่ร่างกายย่อยไม่ได้ ช่วยให้จุลินทรีย์สุขภาพ ในลำไส้เจริญเติบโตดี ส่งเสริมสุขภาพของ ทางเดินอาหาร และการขับถ่าย มีอยู่ในอาหาร ประเกทที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้
        ดีเอชเอ
        กรดไขมันไม่อิ่มตัว ทารกในครรภ์ต้องการ นำไปใช้การพัฒนาสมองและสายตา แต่ทารก ในครรภ์มีความสามารถในการนำกรดไขมัน โอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของดีเอชเอ ไปใช้ได้จำกัด จำเป็นต้องได้รับ ดีเอชเอ จาก คุณแม่ผ่านทางสายสะดือ อาหารที่มีกรดไขมัน โอเมก้า 3 เช่น ปลาทะเล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า สาหร่ายทะเลบางชนิด และน้ำมัน สกัดจากผลิตกัณฑ์ทางทะเล
        แคลเซียม
        ระยะตั้งครรภ์เป็นช่วงสำคัญ ที่ลูกต้อง อาศัยแคลเซียมจากแม่เพื่อสร้างกระดูกและฟัน แคลเซียมยังช่วยควบคุมการทำงานของ เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ คุณแม่จึงควร ทานปลาตัวเล็กตัวน้อย นม กุ้งแห้ง เต้าหู้ ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง  ผักใบเขียวต่างๆ รวมทั้งธัญพืชไม่ขัดสีให้มากเพียงพอ

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เมื่อลูกเริ่มคลาน


             เด็กจะเริ่มคลานเมื่ออายุประมาณ 6-10 เดือน แต่เด็กบางคนอาจเริ่มคลานช้าหรือเร็วกว่า (หรือเด็กบางคนอาจไม่คลานแต่พัฒนาเป็นการหัดเดินเลยก็มี) ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเด็กแต่ละคนนั้น
มีพัฒนาการและความพร้อมของร่างกายที่แตกต่างกันนั่นเอง

การฝึกคลาน

1.อาจทำได้โดยการหาของเล่นที่มีเสียง เคลื่อนไหวไปไว้ข้างหน้า  ให้ของเล่นเป็นที่น่าสนใจ เดี๋ยวลูกเราจะค่อย ๆ คลานไปหยิบ  ถ้ายังไม่ค่อยคลาน หรือ ยังไม่รู้ทักษะจะใช้ร่างกายส่วนไหนในการขยับเคลื่อนตัวไปหาสิ่งที่อยากได้ จับลูกคว่ำลง เอาของวางไว้ข้างหน้า ห่างหน่อย แล้วอาจจะช่วยด้วยการที่ให้คุณพ่ออยู่ที่ปลายเท้า เอามือเป็นกันชนให้ลูกใช้เท้าถีบตัว หรือถ้าไม่ถีบตัวไปข้างหน้า ก็งอขาลูกหน่อยและใช้มือเป็นกันชน ธรรมชาติเด็กจะชอบยันเท้า พอยันหรือถีบไปข้างหน้าได้ เขาจะเรียนรู้การเคลื่อนไหวว่าไปข้างหน้าเป็นอย่างไร เด็กจะเรียนรู้เร็ว เราฝึกนิดหน่อยก็ได้แล้ว แต่คุณแม่ต้องอยู่ข้างหน้าลูก เพื่อเรียกร้องให้ลูกสนใจให้ไปข้างหน้า
2. กำลังขาอาจจะยังไม่แข็งแรง ให้ออกกำลังกายทุกวัน ท่าปั่นจักรยาน โดยนอนหงายจับเท้าทั้ง 2 ข้าง เหมือนท่าถีบจักรยาน โดยให้ลูกใช้แรงถีบหน่อยด้วยการเกร็งข้อมือไว้ไม่ให้ถีบได้ง่าย เด็ก ๆ จะชอบ อาจทำเสียงประกอบเพื่อให้ลูกรู้สึกสนุก

การฝึกนั่ง

1.จับนั่งบ่อย ๆ ด้วยการอุ้มหันหน้าออก
2.นั่งเล่น ด้วยการให้นั่งระหว่างขาของเราเราอยู่ข้างหลังประมาณ 15 นาที บ่อย ๆ อาจจะมีนิทาน หรือ ของเล่นชิ้นโปรด ไว้ข้างหน้า ให้เขานั่งเล่น

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลูกจะแหวะนมอีกนานแค่ไหน


           ทารกที่มีอาการแหวะนมมักจะมีอาการนี้ต่อไปจนกระทั่งอายุประมาณ 6 เดือน ซึ่งเวลานั้นลูกน้อยก็โตพอที่การให้อาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็กคืออะไร แล้วและอาหารที่กินก็จะเป็นอาหารที่แข็งขึ้น
           แต่ในช่วง 6 เดือนแรก พยายามเตรียมผ้ากันเปื้อนและเสื้อผ้าไว้ให้พร้อมสำหรับคุณและลูก เพื่อรับมือกับอาการแหวะนมของลูกน้อย
คุณแม่จะช่วยให้ลูกแหวะนมน้อยลงได้อย่างไร

           วิธีที่สามารถช่วยลดปริมาณการแหวะนมคือ:

พยายามอุ้มลูกน้อยอย่างอ่อนโยนและจับลูกเรอ
หลังกินนม ให้ลูกอยู่ในท่าตั้งตรงอย่างน้อย 20 นาที
พยายามอย่าเปลี่ยนผ้าอ้อมในช่วงที่ลูกกำลังอิ่ม
ให้กินนมทีละน้อย แต่บ่อยครั้งขึ้น

           อย่างไรก็ตาม หากลูกแหวะนมออกมาเป็นจำนวนมาก หรือคุณกังวลว่าปริมาณที่แหวะออกมานั้นมากไปหรือไม่ อย่าลังเลที่จะปรึกษากุมารแพทย์หรือพยาบาลแผนกเด็ก

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

น้ำหนักที่เหมาะสมของคุณแม่


การดูแลน้ำหนักที่เหมาะสมของคุณแม่คณะตั้งครรภ์
คุณแม่ควรดูแลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมตลอดการตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป หรือน้อยเกินไปตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน โดยเลือกรับประทานอาหาร หรือนมที่มีไขมันต่ำ ไม่เติมน้ำตาลทราย ซึ่งน้ำหนักที่เหมาะสมควรเพิ่มขึ้น อยู่ในระหว่าง 12-15 กก. โดยแบ่งเป็นช่วงไตรมาสต่างๆ ดังนี้
-ไตรมาสที่ 1 (1-3 เดือน) เพิ่มขึ้นประมาณ 1-1.5 กก.
-ไตรมาสที่ 2 (4-6 เดือน) เพิ่มขึ้นประมาณ 4-5 กก.
-ไตรมาสที่ 3 (7-9 เดือน) เพิ่มขึ้นประมาณ 5-6 กก.
โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นน้ำหนักของลูกประมาณ  3,000-3,500 กรัม รกประมาณ 500-600 กรัม น้ำคร่ำประมาณ 800 กรัม มดลูกประมาณ 900 กรัม เต้านมประมาณ 400 กรัม เลือดประมาณ 1,800 กรัม น้ำและของเหลว ในร่างกายคุณแม่ประมาณ 1,200 กรัม เนื้อเยื่อต่างๆ ประมาณ 1,600 กรัม

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์เดือนที่ 9

เดือนที่ 9 ของลูก




ลูกโตเต็มโพรงมดลูก ดิ้นน้อยลงกว่าเดิม เคลื่อนไหวได้จำกัด จึงหดแขนขาและคู้ตัวอยู่ในมดลูก ระบบภูมิต้านท้านของลูกน้อยในครรภ์ยังทำงานไม่ได้  ต้องอาศัยภูมิต้านทาน โรคจากแม่ผ่านทางรก ถ้าแม่มีภูมิต้านทานต่อโรค เช่น ไข้หวัด คางทูม หัดเยอรมัน ลูกก็จะได้รับภูมิต้านทาน โรคเหล่านั้นไปด้วย อีกทั้งยังได้รับต่อเนื่องผ่านน้านมแม่ ในช่วงหลังคลอดด้วย อวัยวะต่างๆ พร้อมทำงาน ปอด พัฒนาจนสมบูรณ์เต็มที่
ระยะนี้ลูกมีความยาวประมาณ 50 ซม. และมีน้าหนัก ประมาณ 3,000-3,500 กรัม





พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์เดือนที่ 8

เดือนที่ 8 ของลูก




ลูกตัวใหญ่ขึ้นมาก อวัยวะต่างๆ ได้พัฒนาจนสมบูรณ์ เกือบหมด ยกเว้นปอดที่ยังต้องพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป ผมเริ่มขึ้นเต็มศีรษะ ผิวหน้าเริ่มเรียบตึง รอยย่นหายไปแล้ว เล็บมืองอกถึงปลายนิ้ว แต่เล็บเท้ายังไม่งอกปิดปลายนิ้ว ลูกเริ่มกะพริบตา มองเพ่งได้ หรี่ตาเล็กลงได้ และจะเคลื่อนตัว เหยียดแขนขาเตะหน้าท้องจนเห็นส่วนนูนได้ชัด ทารกส่วนใหญ่ เริ่มกลับศีรษะลงสู่อุ้งเชิงกรานแล้ว
ระยะนี้ลูกนี้ความยาวประมาณ 45 ซม. และมีน้ำหนัก ประมาณ 2,300 - 2,500 กรัม






วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์เดือนที่ 7

เดือนที่ 7 ของลูก




ตัวลูกเริ่มโตมากขึ้นจนเริ่มคับครรภ์ สมองเติบโตมากขึ้น เนื้อสมองมีรอยหยักเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล เปลือกตาเริ่ม ปิดเปิดได้แล้ว ลูกสามารถมองเห็นได้ มีการสะสมไขมันใต้ผิว ทำให้ผิวเริ่มเต่งตึง และเริ่มปรับอุณหภูมิในร่างกายได้ดีขึ้น  ไขกระดูกทั่วร่างกายเริ่มสร้างเม็ดเลือดแดง เล็บนิ้วกำลังงอก ขนคิวและขนตาเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ผมงอกยาวขน มือได้รูป สมบูรณ์ และเล็บนิ้วกำลังงอก
ระยะนี้ลูกมีควานยาวประมาณ 40 ซม. และมีน้ำหนัก ประมาณ 1,500 กรัม






พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์เดือนที่ 6


เดือนที่ 6 ของลูก







ช่วงนี้ร่างกายลูกเริ่มโตเร็วกว่าส่วน ศีรษะ ปลายเดือนนี้ สัดส่วนของศีรษะและลำตัวจึงเท่ากับเด็กครบกำหนดคลอด หน้าตาเริ่มสมบูรณ์ เริ่มมีลายมือลายเท้า แขนขามีกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์ ขายาวได้สัดส่วนกับลำตัว  หลอดลมปอดกำลัง เติบโต แต่ยังไม่สมบูรณ์ กระดูกแข็งแกร่งขึ้น ผิวหน้า มีขนอ่อน อวัยวะเพศพัฒนาสมบูรณ์ เริ่มฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ  เพื่อให้ทำงานได้หลังคลอด
ระยะนี้ลูกมีควานยาวประมาณ 30 ซม. และมีน้ำหนัก ประมาณ 300กรัม







พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์เดือนที่ 5

เดือนที่ 5 ของลูก





ลูกน้อยเริ่มโตเร็วขึ้นมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น อีกทั้งช่วงนี้จะมีการสร้าง ระบบภูมิต้านทานในร่างกายและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ เริ่มมีภูมิต้านทานต่อโรคติดเชื้อบางอย่าง ระบบกล้ามเนื้อ และ ประสาทพัฒนาถึงขั้นทำให้ลูกดิ้นแล้ว จึงฝึกยืดตัว พลิกตัว เพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หู ตา เปลือกตา พัฒนาสมบูรณ์ เริ่มได้ยินเสียงนอกครรภ์ เริ่มมีฟันน้ำนม เกิดขึ้นในเหงือก แยกรสหวานและขมได้ ผิวไวต่อการสัมผัส ต่อมไขมันเริ่มทำงาน

ระยะนี้ลูกมีความยาวประมาณ 25 ซม. และมีน้ำหนัก ประมาณ 300 กรัม